ดีใจไหม วัฏจักร “โอเล่” มาอีกรอบ

ปฏิกริยาของผู้เล่น แมนฯยู ไนเต็ด หลังโดนลูก 1-0 แบบเด็กประถมเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอามากๆในแง่ของสภาพจิตใจ

ผมเชื่อว่ากระแสการปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา น่าจะเข้าหูเตะตาคนในสโมสรไม่มากก็น้อยดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าช่วงต้นเกมฝั่ง “ปีศาจแดง” ครองบอลค่อยๆพยายามเล่นไม่ให้เสีย 

ทำยังไงก็ได้ที่เน้นชัวร์ให้ตัวเองไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในช่วงฟอร์มกำลังแกว่งไปแกว่งมา

เป็นเหตุทำให้ เอฟเวอร์ตัน ทำได้แค่วิ่งไล่และลงไปคุมโซนหน้าบ้านตัวเองอยู่หลายนาที

แต่การปล่อยให้เด็ก คาร์โล่ อันเชล็อตติ ทำประตูได้จากโอกาสแรกและมาจาก goal kick ถือว่าเป็นการหยามน้ำหน้าถึงความหละหลวมและถอดพลังใจของแข้ง ยูไนเต็ด แทบหมดสิ้น

ในเกมที่แพ้ไม่ได้ (เสมอก็ไม่ได้ช่วย) เราจึงเห็นภาพนักเตะทีมเยือนเอามือไปทุบพื้น ผายมือแบบหมดอาลัยตายอยากเพราะ ณ ช่วงเวลานี้สิ่งที่ควรเกิดขึ้นมากที่สุดคือยิงประตูนำชาวบ้านและเป็นฝ่ายควบคุมเกม 

ไม่ใช่ต้องมาตามหลังให้คู่แข่งที่ยิงเข้ากรอบครั้งแรกจากการสาดยาวยิ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้นไปอีก 

ถ้าจะคิดการใหญ่ อยากเป็นทีมระดับ top ประตูพวกนี้ไม่ควรเกิดขึ้น

ผมมองว่าหาก เอฟเวอร์ตัน เหนียวกว่านี้ไม่เสียเร็วหรือครึ่งแรกเสมอ “ปีศาจแดง” น่าจะเล่นยากกว่านี้แน่นอน

การตีเสมอไวและยิงแซงภายใน 7 นาทีจึงเป็นการ fight back หรือ resilience ในศัพท์ฟุตบอลที่ฝรั่งชอบใช้

resilience คือการฟื้นตัว(ในสถานการณ์ลำบาก) แต่ผมเห็นหลายคนมักแปลว่า “ยืดหยุ่น” 

ประตูที่เกิดขึ้นผมว่า “ท๊อฟฟี่” หละหลวมในลูกแรกที่ดันปล่อยให้คนซึ่งมีจุดเด่นที่ “เท้า” มากกว่า “หัว” โถมมาโขกคนเดียวเหน่งๆแบบนั้น

ในขณะที่ลูก 2 ไม่ทราบว่ายืนคุมกันยังไงแนวรับ 5-6 ถึงให้ แรชฟอร์ด ซึ่งยืนอยู่คนเดียวในเขตโทษเทคตัวรบกวน จอร์แดน พิคฟอร์ด จนบอลชนเสาเข้าไปง่ายๆ

ถ้าไม่มี “บรูโน่” ซักคนมีความเป็นไปได้ที่วันนี้น่าจะเป็นเกมสุดท้ายของ “โอเล่” เพราะโดยรวมนักเตะคนอื่นๆไม่พร้อมที่จะเป็นตัวแบกทีมในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเอาซะเลย

Line up วันนี้การไม่มี พอล ป็อกบา ทำให้แดนกลางของ “ปีศาจแดง” ดูสุขุมขึ้นการออกบอลเท้าสู่ท้าไหลลื่นกว่า ไม่เสียเรี่ยราดระหว่างเกม หรือต้องสับก่อนจ่าย

และผมรู้สึกว่า เฟร็ด มีความคล่องตัวในการไล่ตัดเกมและดูแล้วไม่อึดอัดเวลาขึ้นเกมเท่ากับ “จารย์ป๊อก”

ในอีกทางหนึ่ง เอฟเวอร์ตัน เองก็ใช้อาวุธลูกหัวของ คัลเวิร์ต ลูอิน ได้ไม่เต็มศักยภาพ

ตัวสำรองก็ไม่สามารถเปลี่ยนเกมหรือเข้ามาเพิ่มมีติอะไรใหม่ๆให้ทีมได้เลย ยิ่ง ฮาเมส ถูกเปลี่ยนออกก่อนหมดเวลา 10 นาทีลูกพาสคมๆหรือเปลี่ยนเกมสวยๆไม่มีอีกเลย คนที่มาแทนอย่าง เชงค์ โตซุน เหมือนถูกส่งมาวัดดวงโดยแทบไม่ได้บอลหรือสร้างประโยชน์อะไรเลย

การวนลูปของ ยูไนเต็ด ยังทำงานต่อไป เมื่อถึงคราวหลังพิงฝา “ระบอบโอเล่” จะเริ่มทำงาน 

หากพิจารณาการเอาชนะ “ท๊อฟฟี่” ของ อันเช่ ที่เคยชนะมา 4 นัดรวดจนฟอร์มแผ่วต้องบอกว่าเป็น 3 แต้มที่หล่อเหลามากพอสำหรับการลดกระแสปลดก่อนเบรกทีมชาติไปได้ทันที

เร้ด อาร์มี่ อาจจะได้อยู่กับ โอเล่ ไปอีกพักใหญ่เพราะนัดหน้า (21 พย.) จะเฝ้าบ้านพบ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (ที่ยังไม่ชนะใคร)

ผมมองแบบคนทั่วๆไปที่ดูบอลคือไม่ช้าก็เร็ว โอเล่ ไปแน่ๆครับเพียงแต่แกจะใช้ดวงหมดเมื่อไหร่เท่านั้นเอง 

ชัยชนะนัดที่ 3 จาก 7 นัดยังไงก็เป็นตัวเลขที่ไม่สมประกอบในทุกๆแง่มุมเมื่อเราพูดถึง แมนฯ ยูไนเต็ด 

เพราะดูด้วยตาเปล่าแล้วใส่คอนมอนเซนส์ไปอีกนิดมันชัดเจนครับว่าระบบ, แท็คติกส์, การปลุกเร้า หรือแม้กระทั่งกึ๋นมันไม่ตอบโจทย์สำหรับทีมใหญ่อย่าง แมนฯยูฯ

อันโธนีย์ มาร์กซิยาล หมดสภาพ เล่นบอลเอ้อระเหย เก็บบอลไม่ได้ แต่กว่า โอเล่ จะเปลี่ยนตัวออกก็ต้องรอถึงนาที 82 แค่นี้ก็นิยามในตัวผู้จัดการทีมคนนี้ได้แล้วครับ

สกอร์นำแค่ 2-1 ยังไม่ชัวร์ก็ต้องหาตัวมาเก็บบอล ตัวเล่นลูกหัวในกรณีเพื่อนร่วมทีมอยากเผาเวลาหรือหาพื้นที่ปลอดภัยมันก็ต้อง คาวานี่ ใช่ไหมครับ

อดีตแข้ง เปแอสเช อยู่ในสนามได้ไม่นานก่อนมายิงทดเจ็บถึงจะปิดเกม เป็นการปิดเกมที่ควรปิดได้ไปนานแล้ว ไม่น่าโยนภาระความกดดันไปให้นักเตะคนอื่นๆในสนามแบบนี้

ผู้จัดการทีมฝีมือดีกว่า โอเล่ มีเยอะมากมาย ที่ภาษีดีกว่าอย่างเดียวคงเป็นเรื่องของลูกหม้อมากกว่า

จังหวะเวลาอันนี้สำคัญนะครับ ตอนนี้ เมาริซิโอ พอเช็ตติโน่ ที่หลายทีมอยากได้ตัวกำลังว่างงงานและเหมือนแกก็กำลังรอดูสถานการณ์ในถิ่น โอลด์แทรฟฟอร์ด อยู่เหมือนกัน

ในอดีต ยูไนเต็ด ก็พลาดผู้จัดการทีมฝีมือดีที่ไร้สังกัดไปหลายคน ผมรู้สึกเสียดายแทนครับเพราะยังไงผมฟันธงว่า โอเล่ อยู่ไม่ถึงฤดูกาลนี้แน่นอน

จะช้าหรือเร็ว ยกเว้นจะติดบัฟชนะรัวๆหลังช่วงโควิดแต่ตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่าการโผล่ขึ้นมาของ บรูโน่ เฟร์นานเดซ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้

ฟอร์มแต่ละนัดไม่ได้ “อิง” จากพื้นฐานระบบและแท็คติกส์ก็ไม่ต่างอะไรจากนักเสี่ยงโชค 

ความรู้สึกแปลกๆเช่นก่อนลงสนามแฟนบอลได้กลิ่นแพ้ชนะ 50-50 เท่ากันไม่ว่าจะเจอกับทีมไหน feeling นี้มันเป็น direction ที่ผิดที่ผิดทาง

นอกจากลุ้นทีมรักลงสนามแล้ว แฟนผีคงต้องคอยภาวนาอย่าให้ “พอช” เพิ่งเซย์ Yes ทีมไหน